Thai CAC

ประวัติความเป็นมาบริษัท

  • 2557

    บริษัทฯ ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้น พร้อมทั้งแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จากเดิมมูลค่าหุ้นละ 10 บาท เปลี่ยนแปลงเป็นมูลค่าหุ้นละ 1 บาท เป็นผลให้จำนวนหุ้นเปลี่ยนแปลงจากเดิม จำนวน 90 ล้านหุ้น เพิ่มขึ้นเป็น 900 ล้านหุ้น เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2557 ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงมีทุนจดทะเบียนจำนวน 900 ล้านบาท และทุนชำระแล้วจำนวน 600 ล้านบาทตามเดิม

    บริษัทฯ ดำเนินกิจการร้านอาหารประเภทสุกี้ แต้จิ๋วโบราณ ร้าน “สุกี้ยากี้ นัมเบอร์วัน” สุกี้ยากี้สูตรต้นตำรับสไตล์แต้จิ๋วโบราณ ที่มีตำนานความอร่อยเป็นที่จดจำของผู้บริโภคมาอย่างยาวนานด้วยรสชาดสุกี้ดั้งเดิมที่อร่อย เป็นสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเดอะไนน์เซ็นเตอร์ ถนนพระรามเก้า ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง มียอดขายเป็นที่น่าพอใจ

  • 2556

    บริษัทฯ มีแผนงานขยายธุรกิจด้านศูนย์อาหาร และร้านอาหาร โดยในปีนี้ ทางบริษัทได้เข้าไปดำเนินกิจการด้านศูนย์อาหาร 2 แห่ง คือ

    • The Fifth ศูนย์อาหารบนชั้น 5 ของ MBK  มุ่งเน้นกลุ่มลุกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติที่ต้องการความหลากหลายของสินค้าและการบริการที่แตกต่างจากศูนย์อาหารทั่วไป
    • Food Island ศูนย์อาหารบนชั้น 6 ของ MBK มุ่งเน้นกลุ่มคนทำงาน นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่ชื่นชอบความหลากของสินค้า และราคาไม่สูงมาก

    การดำเนินงานของทั้งสองศูนย์อาหารนั้นมีกลุ่มลุกค้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้บริษัทสามารถตอบครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

    นอกจากศูนย์อาหารแล้วนั้นทางบริษัทยังได้มองเห็นถึงโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจอาหาร โดยการเข้าร่วมลงทุนดำเนินกิจการ ร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการดำเนินงานร่วมทุนระหว่างบริษัทฯ และ Fujio Food System Co.,Ltd. บริษัทฯ ที่มีชื่อเสียงในด้านกิจการร้านอาหารจากประเทศญี่ปุ่น  ร้านอาหารญี่ปุ่นนี้จะดำเนินการภายใต้ชื่อร้าน Fujio Shokudo และ ร้าน Tsurumaru โดยทั้งสองแบรนด์มีสาขาแรกที่ MBK Center ชั้น 6

  • 2555

    บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน หลังจากได้หยุดดำเนินการด้านการผลิตในหลายธุรกิจ  โดยหันมา เน้นการทำงานด้านการตลาด  และการขายเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าภายใต้ตราสินค้าข้าว   “มาบุญครอง”   และ “มาบุญครอง พลัส”  ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  สำหรับในปีที่ผ่านมา  บริษัทยังคงเน้นรูปแบบการดำเนินงานขาย   โดยแบ่งออกเป็นการขายภายในประเทศซึ่งเน้นความสำคัญของแต่ละช่องทางให้ชัดเจน และการขายต่างประเทศซึ่งเน้นการแบ่งพื้นที่การขายเป็นแต่ละส่วนของโลก 

    เพื่อให้การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ของบริษัทเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทได้มีการดำเนินการให้เช่าอาคารคลังสินค้า ท่าเรือ เครื่องชั่งน้ำหนักรถ และอาคารสำนักงานในพื้นที่ปทุมธานี เพื่อก่อให้เกิดรายได้อีกทางหนึ่ง

  • 2554

    บริษัทได้ยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 เป็นต้นไป และจากการที่หยุดการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นเหตุให้ไม่มีไอน้ำในการผลิตน้ำมันรำ  ซึ่งในที่สุดทางบริษัทฯ    ได้หยุดผลิตน้ำมันรำ  และได้ขายโรงสกัดน้ำมันรำให้แก่ผู้สนใจไปในเดือนมิถุนายน 2554

    ธุรกิจโรงสี ได้มีการหยุดผลิตในเดือนกรกฎาคม 2554    ธุรกิจข้าวสารบรรจุถุง ได้ย้ายการผลิตและการปรับปรุงคุณภาพข้าวสารบรรจุถุงทุกขนาด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศทั้งหมดไปผลิตที่จังหวัดนครราชสีมา  ธุรกิจแป้งข้าว ได้หยุดการผลิตแป้งผสมเพื่อส่งออกต่างประเทศ เนื่องจากไม่คุ้มต้นทุนธุรกิจโรงสกัดน้ำมันรำข้าวได้ขายโรงสกัดน้ำมันรำข้าวที่ปทุมธานี พร้อมทั้งให้เช่าพื้นที่แก่บุคคลภายนอกเพื่อนำไปทำธุรกิจสกัดน้ำมันเมล็ดปาล์ม

  • 2553

    ราคาผลิตภัณฑ์พลอยได้ประเภทแกลบที่บริษัทใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อการผลิตไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและภูมิภาคได้มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไม่คุ้มทุนที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ บริษัทจึงตัดสินใจหยุดการผลิตกระแสไฟฟ้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2553 จนปัจจุบันนี้ และจากการที่หยุดการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นเหตุให้ไม่มีไอน้ำในการผลิตน้ำมันรำ แต่เนื่องจากธุรกิจการผลิตน้ำมันรำนั้น บริษัทได้มีแผนรองรับตั้งแต่ต้นเพื่อย้ายฐานการผลิตอยู่แล้ว จึงได้เลื่อนแผนการย้ายให้เร็วขึ้นจากที่วางแผนไว้ในเดือนธันวาคม 2553 มาทำในช่วงเวลาเดียวกันกับการหยุดผลิตกระแสไฟฟ้า

  • 2552

    บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นในบริษัท อินโนฟู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด จากเดิมบริษัทฯ ถือหุ้น 49.96% ลดลงเป็น 37.5% และกลุ่มบริษัท ธวัชชัย อินเตอร์ไรซ์ จำกัด ถือหุ้น 37.5%โดยมีบริษัท ร่วมทุนสตางค์ จำกัด เข้ามาถือหุ้น 25%

  • 2551

    บริษัทได้รับรางวัลอันดับหนึ่งจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติในสาขาธุรกิจนวัตกรรมดีเด่นประจำปีสำหรับผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกหอมมะลิเสริมสุขภาพ (GABARice) ซึ่งบริษัทมีโครงการวิจัยร่วมกับบริษัท ธวัชชัย อินเตอร์ไรซ์ จำกัด โดยได้รับทุนส่งเสริมจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติและเพื่อให้เกิดประโยชน์ถาวรบริษัทจึงได้จัดตั้งบริษัทย่อยร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจชื่อว่า บริษัท อินโนฟู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มเติมภายใต้ตราสินค้า “มาบุญครอง พลัส”

    นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจอื่น ๆ บริษัทฯ ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้การเพิ่มมูลค่าของสินค้าหลัก และสินค้าพลอยได้ เช่น การเพิ่มมูลค่าน้ำมันรำดิบให้เป็นน้ำมันรำข้าวสำเร็จรูปเพื่อประกอบอาหาร   การนำเอาขี้เถ้าจากการผลิตไฟฟ้าไปผลิตสารสังเคราะห์ Zeolite เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการย้ายฐานการผลิตไปที่นครราชสีมา เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

  • 2550

    บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงด้านการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายในการเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการทำงานโดยได้ดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพต่าง ๆ ในแต่ละธุรกิจดังนี้คือ

    • ธุรกิจโรงสี ได้ดำเนินการหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ในภาคใต้สำหรับรองรับการทำงาน และมีการปรับปรุงสายการผลิตในการสีข้าวหอมปทุมธานี และ ข้าวกล้อง รวมทั้งพัฒนาการสีให้มีผลผลิตที่ดีขึ้นด้วยการลดอุณหภูมิระหว่างการสี
    • ธุรกิจข้าวถุง ได้ดำเนินการเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพการคัดและปรับปรุงคุณภาพข้าว โดยได้ลงทุนเพิ่มในการซื้อเครื่องคัดและปรับปรุงคุณภาพรุ่นใหม่ เพื่อลดต้นทุนการสูญเสียและเพิ่มคุณภาพและผลผลิต และลงทุนซื้อเครื่องบรรจุขนาดเล็กแบบอัตโนมัติในการลดค่าแรงงาน
    • ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ได้ลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์กราเวียร์ชนิด 8 สี เครื่องทำซอง และเครื่องกรอและตัด เพื่อรองรับการผลิตตามความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์ในตลาดที่ลูกค้าต้องการ
    • ธุรกิจไฟฟ้าได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงการคิดค่าไฟฟ้าจากระบบ TOD (Time of  Demand) มาเป็น TOU (Time of Use) ทำให้มีการลดต้นทุนค่าดีมานด์เดิม และเพื่อรองรับการขายไฟฟ้าในอัตราใหม่ในเดือนธันวาคม 2550 ทั้งยังได้ศึกษาถึงแหล่งพลังงานชนิดอื่น ๆ ในการรองรับการแข่งขันสำหรับอนาคต
  • 2549

    บริษัทฯ ได้เปลี่ยนระบบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายและวิสัยทัศน์ของบริษัทประจำปี 2549 คือ “ปีแห่งประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการทำงาน เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ” และวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ “ผู้นำธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปครบวงจรจากข้าว และจัดจำหน่ายข้าวบรรจุถุงพร้อมผลิตภัณฑ์แปรรูปทุกชนิดจากข้าว โดยใช้เครือข่ายความสัมพันธ์แบบผลประโยชน์ร่วมพันธมิตรธุรกิจในการขยายตัวสำหรับธุรกิจต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องและเกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค”  ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้เปลี่ยนแปลงระบบการดำเนินงานใหม่ให้มีความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มธุรกิจต่างๆ ดังนี้ กลุ่มธุรกิจโรงสี กลุ่มธุรกิจข้าวถุง กลุ่มธุรกิจน้ำมันรำและรำสกัด กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและขี้เถ้า

    กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ กลุ่มธุรกิจแป้งข้าว กลุ่มธุรกิจส่งออก และกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์ โดยทั้ง 8 กลุ่มธุรกิจอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน)

    และนอกจากนี้บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) เพิ่มผลิตภัณฑ์แป้งที่ทำจากข้าวต่าง ๆ ได้แก่ แป้งข้าวหอมมะลิ แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า ตรา “มาบุญครอง” และแป้งชุบทอดกรอบ ตรา “มาบุญครอง” รวมถึงเพิ่มผลิตภัณฑ์ข้าวสารหอมมะลิที่เพิ่มคุณค่าจากธรรมชาติ ด้วยผักและธัญพืชต่าง ๆ   ในตรา “ข้าวมาบุญครอง พลัส”

  • 2548

    กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบโล่รางวัลให้กับบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตข้าวสารหอมมะลิ ตรามาบุญครอง (สีแดง) และตราจัสมินโกลด์ ซึ่งเป็นรางวัลการผลิตข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุงที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสม่ำเสมอโดยพิจารณาจากผลการตรวจสอบคุณภาพข้าวหอมมะลิบรรจุถุงที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานรูปมือพนมของกรมการค้าภายใน ประจำปี 2548 จัดโดยกรมการค้าภายในร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม 2548

  • 2547

    บริษัท พีอาร์จี พืชผล จำกัด (ถือหุ้นโดยบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) 99.99%) ได้ดำเนินการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงจากแกลบ เพื่อขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2545 เป็นต้นมา ได้ประสบปัญหาการจัดเก็บแกลบเพื่อเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากพื้นที่การจัดเก็บมีน้อย ดังนั้นในปีนี้ทางบริษัทได้จัดทำลานเก็บแกลบเพิ่มเติมจากเดิมที่เคยเก็บแกลบได้เพียง 200 ตัน เป็นเก็บได้ 5,000 ตัน ทำให้ความเสี่ยงจากการขาดแกลบมีน้อยลง และโรงไฟฟ้าสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าขายได้อย่างสม่ำเสมอขึ้น นอกจากนี้การที่มีเนื้อที่จัดเก็บแกลบเพิ่มขึ้นยังจะช่วยให้บริษัทสามารถซื้อแกลบในช่วงที่ราคาถูกมาเก็บตุนได้มากขึ้น ทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายเรื่องแกลบได้มาก

    กลุ่มบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการเลิกบริษัทในเครือสองบริษัท คือ บริษัท พีอาร์จี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และบริษัท สุรนารี ไซโล จำกัด เนื่องจากทั้งสองบริษัทไม่ได้ดำเนินกิจการใด ๆ มาหลายปี แต่ยังคงมีค่าใช้จ่ายด้านค่าสอบบัญชีอยู่ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ต่อไป ดังนั้นจึงได้เลิกบริษัทในงวดปีบัญชีนี้

  • 2546

    บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ได้หยุดการผลิตข้าวสารบรรจุถุงของบริษัท ราชสีมาไรซ์ จำกัด เพื่อลดค่าขนส่ง, ค่าไฟฟ้า, และค่าดำเนินการต่าง ๆ โดยได้ทำการหยุดผลิตตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 โดยทำการผลิตที่โรงงานปทุมธานีแทนเพียงแห่งเดียว และจัดทำโครงการร่วมใจจาก มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พนักงานลาออกจากงานด้วยความสมัครใจ โดยได้รับผลประโยชน์ที่เหมาะสมเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อสิ้นสุดโครงการมีพนักงานลาออกไปทั้งสิ้น 156 คน บริษัทฯ คาดว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและคุ้มกับค่าใช้จ่ายในการนี้ภายใน 3 ปี

  • 2545

    บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ได้ลงทุนโฆษณาโดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 27 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำให้ผู้บริโภคนึกถึงข้าวมาบุญครองเป็นอันดับแรก เมื่อต้องการซื้อข้าวถุง นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการขยายส่วนแบ่งการตลาด โดยได้ปรับปรุงคุณภาพข้าวถุงหอมมะลิให้มีคุณภาพที่ดีกว่าคู่แข่ง โดยได้เปลี่ยนเกรดข้าวถุงหอมมะลิ(เขียว) จากคุณภาพข้าว 5% เป็นข้าว 100 % ชั้น 2 และเปลี่ยนเกรดข้าวถุงหอมมะลิ(ทอง) จากคุณภาพ 100% ชั้น 2 เป็นข้าว 100 % ชั้น 1 การเปลี่ยนแปลงคุณภาพข้าวให้ดีขึ้นนี้ ทางบริษัทฯ หวังผลในระยะยาวว่าผู้บริโภคจะพอใจในคุณภาพของสินค้ามากกว่าเดิม และมีใจผูกพันกับสินค้าตลอดไป

  • 2544

    บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ได้ใบรับรอง HALAL เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 และได้ใบรับรอง GMP และ HACCP เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2544  ส่วนของโรงผลิตแป้ง ได้รับ ISO 9002 : 1994 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2544 ใบรับรอง HALAL เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 และใบรับรอง GMP และ HACCP เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2545

    บริษัท ราชสีมาไรซ์ จำกัด ได้รับ ISO 9002 : 1994 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 ใบรับรอง HALAL เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 และใบรับรอง GMP และ HACCP เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2544

    บริษัท สีมาแพค จำกัด ได้รับ ISO 9002 : 1994 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2544

  • 2543

    คณะกรรมการของบริษัทฯ ได้อนุมัติโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อที่นอกจากจะผลิตไฟฟ้าและไอน้ำเพื่อใช้เองแล้วยังสามารถขายไฟฟ้าที่เหลือใช้ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้อีกด้วย โครงการนี้มูลค่าประมาณ 265 ล้านบาท โดยเริ่มเปิดดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2545 และบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ได้รับ ISO9002:1994 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543

  • 2542

    คณะกรรมการของบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน ได้อนุมัติให้สร้างโรงงงานผลิตแป้งข้าวเจ้าขึ้นบนที่ดินของบริษัทฯ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ในวงเงินงบประมาณ 90 ล้านบาท โรงงานผลิตแป้งข้าวเจ้านี้จะใช้วัตถุดิบคือปลายข้าว จากโรงสีข้าวของบริษัทเอง

  • 2541

    บริษัท สุรนารี ไซโล จำกัด ถือหุ้นโดยบริษัท พีอาร์จี พืชผล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) 99.99% ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในกิจการอบพืชและไซโลประเภท 1.22

    บริษัท สีมาแพค จำกัด ถือหุ้นโดยบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) 50% ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตถุงพลาสติกประเภท 6.12 เพื่อเป็นผู้ผลิตถุงข้าวให้กับกลุ่มบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) โดยเริ่มเปิดดำเนินการผลิตและจำหน่ายสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541

  • 2539-2540

    บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ได้ซื้อที่ดินที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นจำนวนประมาณ 286 ไร่ และได้เริ่มก่อสร้างอาคารต่าง ๆ เพื่อใช้งานในโครงการคัดคุณภาพข้าวสาร และปี 2540 ได้จดทะเบียนก่อตั้งบริษัท ราชสีมาไรซ์ จำกัด ถือหุ้นโดยบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) 99.99% เพื่อรับโอนกิจการคัดคุณภาพข้าวสารจากบริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ตามบัตรส่งเสริมเลขที่ 1625/2538 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2538 ทั้งนี้ได้เริ่มเปิดดำเนินการผลิตและจำหน่ายสินค้าตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2540

  • 2538

    บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในโครงการคัดคุณภาพข้าวสาร มูลค่าประมาณ 166 ล้านบาท โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 100,000 ตันต่อปี

  • 2535-2536

    บริษัท มาบุญครองพืชผล จำกัด สร้างไซโลเหล็กเพื่อใช้ในการเก็บบรรจุข้าวเปลือกขนาดบรรจุ 10,000 ตัน และในปี 2536 สร้างบอยเลอร์ขนาด 20 ตัน เพิ่มเติมจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว 35 ตัน เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในบริษัท และผลิตขี้เถ้าส่งออก และได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท พีอาร์จี พืชผล จำกัด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2536

    บริษัท มาบุญครองมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท พีอาร์จี มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536

    บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด ได้เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2536 และได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2536

  • 2534

    บริษัทฯ ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการขาย โดยรับโอนธุรกิจการจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงพลาสติก จากบริษัทในเครือ คือ บริษัท มาบุญครองมาร์เก็ตติ้ง จำกัด มาทำการจำหน่ายเอง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2534 ต่อมาได้ขายหุ้นในบริษัท ศรีราชา ไซโล จำกัด ให้แก่บริษัท เอ็ม บี เค พร็อพเพอร์ตี้ส์ แอนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในราคาเท่ากับเงินลงทุนคือ 400 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2534 เนื่องจากเล็งเห็นว่าธุรกิจด้านคลังสินค้า และขนถ่ายสินค้าไม่สอดคล้องกับธุรกิจการสีข้าว และจัดจำหน่ายข้าวสารของบริษัทฯ

  • 2533

    เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2533 ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ขายหุ้นให้กับกลุ่มบริษัทเงินทุนธนชาต และกลุ่มท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ซึ่งได้ส่งตัวแทนเข้ามาบริหารงานของกลุ่มมาบุญครองทั้งหมด และบริษัทฯ ได้เข้าไปถือหุ้นใน 3 บริษัท ดังต่อไปนี้

    • บริษัท มาบุญครองพืชผล จำกัด ซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับการอบพืช โดยถือหุ้นสัดส่วน 99.99% ของทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 723.68 บาท (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1,000 บาท) คิดเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 108.54 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2533
    • บริษัท มาบุญครองมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งดำเนินการเป็นผู้จัดจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงพลาสติกยี่ห้อ “ข้าวมาบุญครอง” โดยถือหุ้นในสัดส่วน 99.88% ของทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ในราคาหุ้นละ 297.60 บาท (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) คิดเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 2.97 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2533
    • บริษัท ศรีราชา ไซโล จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท เทพสุดา จำกัด) ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านคลังสินค้าและรับบริการขนถ่ายสินค้าด้วยสายพานขนาดใหญ่สู่เรือบรรทุกสินค้าในทะเลน้ำลึก ตั้งที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยถือหุ้นสัดส่วน 99.99% ของทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท เป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น 400 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2533

            ต่อมาได้มีการปรับปรุงโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยให้ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน)  (เดิมชื่อ บริษัท เอ็ม บี เค พร็อพเพอร์ตี้ส  แอนด์   ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด)   ซึ่งถือหุ้นโดยกลุ่มบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด กลุ่มคุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย และกลุ่มประชาชนรายย่อยทั่วไป เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2533 และได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด”

  • 2530-2532

    กลุ่มบริษัท มาบุญครองที่มี นายศิริชัย บูลกุล เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็นผู้บริหาร ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง จนทำให้บรรดาเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินต่าง ๆ ต้องเข้ามาควบคุมกิจการของกลุ่ม ซึ่งรวมทั้ง บริษัท มาบุญครองไรซมิล จำกัด ด้วย ในปี 2531 ได้มีการขายทอดตลาดหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ในกลุ่มของธุรกิจโรงสี ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ได้เข้ามาประมูลซื้อหุ้นทั้งหมด

  • 2530

    ได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทผลิตภัณฑ์ดีเด่นจากหนังสือพิมพ์เส้นทางเศรษฐกิจ และได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทส่งเสริมวัฒนธรรม จากการประกวดการโฆษณายอดเยี่ยมจากสมาคมนักโฆษณาแห่งประเทศไทย

  • 2529

    ได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทสินค้าอุปโภคบริโภค การทำตลาดดีเด่นจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  • 2527

    บริษัทฯ ได้ให้บริษัท มาบุญครองมาร์เก็ตติ้ง จำกัด จำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงพลาสติกขนาด 2 และ 5 กิโลกรัม โดยมุ่งเน้นตลาดผู้บริโภคภายในประเทศภายใต้เครื่องหมายการค้า “ข้าวมาบุญครอง” ซึ่งเป็นข้าวถุงตราแรกที่ประสบความสำเร็จและผู้บริโภคให้ความเชื่อถือ

  • 2524

    บริษัทฯ ได้เริ่มเปิดดำเนินกิจการครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2524 โดยโรงสีเริ่มดำเนินการผลิตด้วยเครื่องจักรที่มีกำลังการผลิต 1,000 ตันต่อวัน ผลิตและจำหน่ายข้าวสารทั้งตลาดภายในและภายนอกประเทศ ในรูปแบบบรรจุกระสอบ โดยเริ่มส่งไปยังฮ่องกงเป็นประเทศแรก

  • 2523

    เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 10 ล้านบาท เป็น 40 ล้านบาท เพื่อลงทุนในอาคารสิ่งก่อสร้างเครื่องจักร และได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

  • 2522

    บริษัทฯ ได้จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นภายใต้ชื่อ “บริษัท มาบุญครองไรซมิล จำกัด” เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2522 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 10 ล้านบาท โดยกลุ่มของนายศิริชัย บูลกุล มีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อเป็นโรงสีข้าวที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในทวีปเอเซีย